สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

รูปนักเรียนของเรา +ใช้ถนนอย่างปลอดภัย



เน้นการขับบนถนนจริง 

สอนมารยาทและกฎจราจรในการขับรถประจำวัน เพื่อผู้เรียนสามารถขับรถ    ได้อย่างถูกวิธีในการจราจรจริง                

 ปลอดภัยตลอดการเรียนรู้    ด้วยการดูแลของครู้ผู้สอน ใกล้ชิด  ติดตั้งเบรคด้านครูผู้ฝึกสอนและการประกันภัยรถยนต์ 

 ดูแลการสอบใบอนุญาตขับขี่รถยนต์  สอนท่าสอบจริง แนะนำหลักการที่พัฒนาได้ผลจริง แนะแนวข้อสอบ


ทางครูออ๊ดสอนขับรถยนต์ ไม่มีสาขาอื่นใด มีสำนักงานอยู่ทีใต้สะพานอรุณอม­รินทร์ใกล้กับโรงพยาบาลศิิริราช
การขับรถอย่างปลอดภัย ขึ้นอยู่กับความรู้ 5 ประการ หรือหลัก 5 "ร"

1. รอบรู้เรื่อง "รถ"
นักขับที่ดีจะต้องรอบรู้เรื่องรถที่
ขับขี่เป็นอย่างดี หมั่นตรวจตรา
แก้ไขข้อ บกพร่องอยู่เสมอ โดย


เฉพาะอย่างยิ่ง ก่อนออกเดินทางไกลควรจะได้ ตรวจอุปกรณ์เพื่อความ
ปลอดภัยที่สำคัญ ๆ

(1) เครื่องยนต์
(2) ห้ามล้อ
(3) ยาง
(4) นอตบังคับล้อ
(5) พวงมาลัย
(6) ที่ปัดน้ำฝน
(7) กระจกส่องหลัง
(8) ไฟ

2. รอบรู้เรื่องทาง
ทางแต่ละสายย่อมแตกต่างกัน โดยสภาพภูมิประเทศ และสภาพแวดล้อม ถ้าเป็นเส้นทางไม่เคยไป ควรศึกษาจากแผนที่ คู่มือการท่องเที่ยว ถามผู้รู้ หรือเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เช่น กรมทางหลวง,ตำรวจท้องที่ ฯลฯที่สำคัญ ที่สุดท่านจะต้องสังเกตและปฏิบัติตามป้ายและเครื่องหมายจราจร

3. รอบรู้เรื่องวิธีขับรถ
การขับรถเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ขับรถเป็นอย่างเดียวไม่พอ ต้องรู้วิธีแก้ไข ปัญหาเฉพาะหน้าได้โดยฉับพลัน และสามารถหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น โดยมิได้คาดคิด เนื่องจากขาดความชำนาญ เช่น เบรกจะทำอย่างไร

4. รอบรู้เรื่องกฎจราจร
กฎจราจรมีไว้เพื่อให้ผู้ใช้รถใช้ถนนประพฤติปฏิบัติในแนวเดียวกัน เพื่อ ความปลอดภัยและความสะดวกรวดเร็ว

5. รอบรู้เรื่องมารยาทในการขับรถ
มารยาทในการขับรถมีความสำคัญไม่น้อยในการใช้รถใช้ถนน นักขับขี่ ที่ดีควรแสดงความเป็นสุภาพบุรุษ อะลุ้มอล่วย เห็นใจ แนะนำและให้อภัย ต่อความผิดพลาดของผู้อื่น และหลีกเลี่ยงการแสดงมารยาทที่ไม่สมควร


ความรู้เกี่ยวกับรถที่นำมาใช้
1. ห้ามนำรถที่มีสภาพไม่มั่นคงแข็งแรง ซึ่งอาจเกิดอันตรายหรืออาจทำให้ เสื่อมเสียสุขภาพอนามัย แก่ผู้ใช้ คนโดยสารหรือประชาชนมาใช้เดิน ทางรถ เช่น รถตัวถังผุ ๆ พัง ๆ ยางล้อรถไม่มีดอกยาง,ควันดำ ฯลฯ
2. รถที่นำมาใช้ต้องมีโคมไฟหน้า-หลัง-ไฟเลี้ยว-ไฟจอด-เบรก-ไฟ ฉุกเฉิน-แตร-เบรกมือที่ใช้การได้-ที่ปัดน้ำฝนครบถูกต้องตามกฎหมาย
3. รถที่นำมาใช้ต้องติดแผ่นป้ายทะเบียนหน้า-หลัง(มีไฟส่องป้ายทะเบียน หลัง)และติดไฟป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีด้วย
4. รถที่บรรทุกของยื่นเกินความยาวของตัวรถในเวลากลางวันต้องติดธง สีแดง เวลากลางคืนต้องติดโคมสีแดงไว้ที่ตอนปลายสุดของสิ่งบรรทุกนั้น ให้สามารถมองเห็นได้ในระยะไม่น้อยกว่า 150 เมตร
5. ผู้ขับรถบรรทุกสัตว์และสิ่งของ ต้องจัดให้มีผ้าใบคลุมป้องกันไม่ให้สัตว์หรือสิ่งของที่บรรทุกตกหล่น รั่ว ไหลส่งกลิ่น หล่น หรือปลิวไปจากรถ อันก่อให้เกิดความเดือนร้อนรำคาญ หรือทำให้ถนนสกปรกเปรอะเปื้อ

การขับแซง หรือผ่านขึ้นหน้า
1. ผู้ขับขี่จะแซงขึ้นหน้ารถอื่น
(1) ต้องให้เสียงสัญญาณดังพอที่จะให้ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถคันหน้าทราบตาม ความประสงค์
(2) ในเวลากลางคืนให้สัญญาณไฟสูงต่ำสลับกัน
(3) ให้สัญญาณไฟกระพริบทางขวา เพื่อให้รถคันหลังรู้ว่าจะแซง
(4) ดูในกระจกหลังว่ามีรถด้านหลังกำลังแซงขึ้นมาหรือไม่
(5) ดูข้างหน้าว่ามีรถสวนทางมาหรือไม่
(6) เมื่อผู้ขับขี่รถคันหน้าให้สัญญาณตอบแล้ว จึงแซงขึ้นหน้าได้
2. ห้ามมิให้ผู้ขับแซงเพื่อขึ้นหน้ารถคันอื่นด้านซ้าย เว้นแต่กรณี ดังต่อไปนี้
(1) รถที่จะถูกแซงกำลังเลี้ยวขวาหรือให้สัญญาณว่าจะเลี้ยวขวา
(2) ทางเดินรถนั้นได้จัดแบ่งเป็นช่องเดินรถในทิศทางเดียวกัน ตั้งแต่ 2 ช่องขึ้นไป การขับรถแซงด้านซ้าย
ตาม (1) หรือ (2) จะกระทำได้เมื่อไม่มีรถอื่นตามมาในระยะกรชั้นชิด และมีความปลอดภัยพอ
3. ห้ามขับรถแซงหน้าขึ้นรถคันอื่นในกรณี ดังนี้
(1) เมื่อรถกำลังขึ้นทางชัน ขึ้นสะพาน หรืออยู่ในทางโค้งเว้นแต่ มีเครื่อง หมายจราจรให้แซงได้
(2) ภายในระยะ 30 เมตร ก่อนถึงทางข้าม ทางร่วม ทางแยก วงเวียน หรือ เกาะที่สร้างไว้ หรือทางเดิน รถไฟ
(3) เมื่อมีหมอก ฝน ฝุ่น หรือควัน จนทำให้ไม่อาจเห็นทางข้างหน้าในระยะ 60 เมตร
(4) เมื่อเข้าที่คับขันหรือเขตปลอดภัย
(5) ห้ามขับแซงล้ำเข้าไปในช่องเดินรถประจำทาง
4.เมื่อได้รับสัญญาณของแซงหน้าขึ้นจากรถคันที่อยู่ข้างหลังผู้ขับขี่ ซึ่ง ขับรถมีความเร็วข้า หรือรถที่ใช้ความเร็วต่ำกว่าความเร็ว ของรถอื่น ที่ขึ้นไปในทิศทางเดียวกัน ต้องยอมให้รถที่มีความเร็วสูงกว่าผ่านขึ้นหน้า
5. ผู้ขับขี่ขอทางต้องให้สัญญาณตอบ เมื่อเห็นว่าทางเดินรถข้างหน้า ปลอดภัยและไม่มีรถอื่นสวนทางมาในระยะกระชั้นชิดและต้องลดความเร็ว
ของรถ และขับชิดซ้ายของทางเดินรถเพื่อให้รถที่จะแซงขึ้นหน้าแซง ได้โด ปลอดภัย

การขับรถผ่านทางร่วมทางแยกหรือวงเวียน
1. เมื่อผู้ขับขี่รถมาถึงทางร่วมทางแยก ให้ผู้ขับขี่ปฏิบัติดังต่อไปนี้
(1) ถ้ามีรถอื่นอยู่ในทางร่วมทางแยก ผู้ขับขี่ต้องให้รถทางร่วมทางแยก นั้นผ่านไปก่อน
(2) ถ้ามาถึงทางร่วมทางแยกพร้อมกัน และไม่รออยู่ในทางร่วมทางแยก ผู้ขับขี่ต้องให้รถที่อยู่ทางด้านซ้ายของตนไปผ่านไปก่อน
(3) เว้นแต่ในทางร่วมทางแยกใดมีทางเดินรถทางเอกตัดผ่าน ทางเดิน รถทางโท ให้ผู้ขับขี่ซึ่งขับขี่รถในทางเอกมีสิทธิขับผ่านไปก่อน
2. ทางเดินรถทางเอก ได้แก่ ทางเดินรถที่เจ้าพนักงานจราจรได้ประกาศ และติดตั้งเครื่อง หมายจราจร แสดงว่าเป็นทางเดินรถทางออกหรือป้าย "หยุด" อยู่ที่ริมทางร่วมทางแยกนั้นให้ถือว่าเป็นทางเดิน รถทางโท
ทางดินรถอื่นนอกจากทางเดินรถทางเอก ตามวรรคหนึ่งให้ถือว่าเป็นทาง เดินรถ ทางโท
3. ในกรณีที่วงเวียนใดได้ติดตั้งสัญญาณจราจร ผู้ขับขี่ต้องปฏิบัติตาม สัญญาณจราจร หรือเครื่องหมายจราจรนั้น
- ถ้าไม่มีสัญญาณจราจร หรือเครื่องหมายจราจรตามวรรคหนึ่ง เมื่อ ผู้ขับขี่รถมาถึงวงเวียนต้องให้สิทธิแก่ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถอยู่ในวงเวียน ทางด้านขวาของคนขับผ่านไปก่อน
- ในกรณีเจ้าพนักงานจราจรเห็นสมควร เพื่อความปลอดภัยหรือความสะดวกในการจราจรจะต้องใช้สัญญาณ จราจรเป็นอย่างอื่นแล้วนอกจากที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ผู้ขับขี่ต้องปฏิบัติตามสัญญาณจราจรที่พนักงาน เจ้าหน้าที่กำหนดให้
4. ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถออกจากทางบุคคล หรือทางเดินรถในบริเวณอาคาร เมื่อจะขับรถผ่านหรือเลี้ยวเข้าสู่ทางเดินรถ ที่ตัดผ่านต้องหยุดรถ เพื่อให้ รถที่กำลังผ่านทาง หรือรถที่กำลังแล่นอยู่ในทางเดินรถผ่านไปก่อน เมื่อ เห็นว่าปลอดภัยแล้วจึงขับต่อไปได้

 บัติเหตุจราจรและการป้องกัน

1. ผู้ใดขับรถ หรือขี่ หรือควบคุมสัตว์ ในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหาย แก่
บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น ไม่ว่า
จะเป็นความผิดผู้ขับขี่ หรือ ผู้ขี่ หรือ ควบคุมสัตว์หรือไม่ก็ตาม 

ต้องหยุดรถหรือสัตว์ให้ความช่วยเหลือตามควร และพร้อมทั้งแสดงตัวและ
แจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียง ทันที กับต้องแจ้ง ชื่อ-ชื่อสกุล และที่อยู่ของตนและหมายเลขทะเบียนรถ แก่ผู้ได้รับความเสียหายด้วย

2. ในกรณีที่ผู้ขับขี่ หรือผู้ขี่ หรือควบคุมสัตว์หลบหนี หรือไม่แสดงตัวต่อ พนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สถานที่เกิดเหตุ ให้สันนิษฐานว่าเป็นผู้กระทำ ความผิด และให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจยึดรถคันที่ผู้ขับ ขี่หลบหนี หรือไม่แสดงตนว่าเป็นผู้ขับขี่ จนกว่าคดีถึงที่สุด หรือได้ตัวผู้ขับขี่ ถ้าเจ้าของหรือผู้ครอบครองไม่แสดงตัวต่อพนักงาน เจ้าหน้า ที่ภายใน 6 เดือน นับแต่วันเกิดเหตุ ให้ถือว่ารถนั้นเป็นทรัพย์สินซึ่งได้ใช้ในการ กระทำความผิด หรือเกี่ยวกับการกระทำความผิด และให้ตกเป็นของรัฐ

3. อุบัติเหตุจราจรสามารถป้องกันได้ โดยการแก้ไขจากสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุอันได้แก่
- ผู้ขับขี่ขาดความรอบรู้ในเรื่องรถ, รอบรู้เรื่องทาง, รอบรู้เรื่องวิธีการ ขับรถ, รอบรู้เรื่องกฎจราจร และรอบรู้เรื่องมารยาทในการขับรถ
- ผู้เดินถนนหรือประชาชนทั่วไปขาดความรู้เกี่ยวกับการเดินรถ และ การข้ามถนน ตลอดจนการโดยสารที่ปลอดภัย
- ผู้ขับขี่หรือผู้เดินถนน มีความรู้เกี่ยวกับกฎจราจร แต่ไม่ปฏิบัติหรือฝ่าฝืนกฎจราจร เช่น ขับรถด้วยความประมาทขาดความ ระมัดระวัง, ขับรถในขณะร่างกายหย่อนสมรรถภาพขับรถขณะมึนเมาสุรา, กินยาแก้ง่วงขณะขับรถ, กินยาแก้อาการแพ้, ยาแก้ไข้หวัด ซึ่งทำให้ ง่วงนอนแล้วทำการขับรถ

4. เบรกแตก อาการของเบรกแตก คือ เมื่อเหยียบเบรกแล้วคันเหยียบ เบรกจมหายไปรถไม่หยุดเลย อย่าตกใจใช้วิธีแก้โดยใช้เกียร์ต่ำในทันที หากจวนตัวมากอาจเปลี่ยนจากเกียร์ 4 มาเกียร์ 2 เลยก็ได้ดึงเบรกมือ ช่วย พร้อมกับประคองพวงมาลัยรถให้อยู่ในบังคับเพื่อหลบหลีก รถอื่นๆ ในกรณีคับขันได้

5. ยางแตกหรือระเบิด อาการของยางแตก เพราะถูกตะปูหรือรั่วด้วย สาเหตุใดสาเหตุหนึ่งยางจะค่อย ๆ แบนลง พวงมาลัยรถจะหนักหรือกินไป ทางด้านนั้น วิธีแก้ต้องรีบเบารถทันทีโดยเปลี่ยนเกียร์ลดลงเรื่อย ๆ เพื่อใช้เครื่องชะลอรถ ให้ช้าลง ในขณะที่รถยังมีความเร็วสูงอยู่อย่า เหยียบเบรก ต่อเมื่อรถช้าลงมากแล้วคอยเหยียบเบรกโดยแตะเบา ๆ แล้วแอบเข้าข้างทางเพื่อรอเปลี่ยนยางต่อไป ในกรณีที่ยางระเบิด รถจะเริ่มเสียหลักในทันทีที่เสียงระเบิดของยาง อาจทำให้ท่านตกใจได้ และรถจะมีอาการทรุดฮวบ แฉลบหรือปัดเฉออกนอกแนวทางที่กำลังวิ่งอยู่ ท่านจะต้องคุมสติให้อยู่อย่าเหยียบเบรก เพราะถ้าเหยียบเบรกตอน นี้รถอาจคว่ำได้พยายามบังคับพวงมาลัยอย่าให้รถเฉออกนอกแนวดิ่ง รีบปล่อยคันเร่งพร้อมกับเปลี่ยนเกียร์มาใช้เกียร์ต่ำลดลงเรื่อย ๆ เพื่อ ชะลอรถให้ช้าลง แล้วจึงค่อย ๆ เหยียบเบรกแล้วแอบเอาข้างทางเพื่อ เปลี่ยนยางต่อไป

6. ขับรถขณะฝนตกหรือถนนลื่นควรชะลอความเร็วของรถให้ช้าลงกว่า ปกติ และทิ้งระยะห่างจากรถคันหน้าให้มากขึ้น เมื่อจะต้องหยุดรถ พยายามเปลี่ยนมาใช้เกียร์ต่ำเพื่อช่วยชะลอรถ อย่าเบรกโดยกระทันหัน หรือหักพวงมาลัยรถอย่างฉับพลัน เพราะอาจทำให้รถปัด หรือหมุนได้
เมื่อขับรถผ่านถนนที่มีน้ำท่วมหรือน้ำขัง น้ำอาจเข้าเบรก ทำให้เบรก ไม่อยู่ ควรขับอย่างช้า ๆ ด้วยเกียร์ต่ำ เมื่อผ่านมาแล้วควรลองเบรกว่าอยู่ หรือไม่โดยเหยียบเบรกหลาย ๆ ครั้งเพื่อไล่น้ำจนกระทั่งมั่นใจว่าเบรก ใช้การได้ตามปกติ

7. การขับรถขึ้นเขา, ขึ้นเนินสูง และการขับรถลงเขา หรือขึ้นสะพาน
ขับรถขึ้นเขา หรือขึ้นเนินสูง หรือขึ้นสะพาน รถขณะขึ้นเขา หรือขึ้น เนินสูง ๆ รถจะหนัก เครื่องยนต์ทำงานหนัก เพราะความสูงของถนน ที่ลาดชันขึ้นจะทำให้รถไหลลง ฉะนั้น การขับรถขึ้นเขาหรือขึ้นเนินสูง ๆ จะต้องลดเกียร์จะฉุดตัวรถไม่ขึ้นและเครื่องยนต์จะดับรถก็ไหลจากเขา ถ้าเครื่องดับและรถหยุด ต้องเหยียบเบรกและดึงเบรกมือช่วยถ้าเป็น รถหนักหรือรถบรรทุกต้อง ใช้ ไม้หนา ๆ หนุนล้อทั้ง 4 ล้อไว้เพื่อป้องกัน รถไหลลง

8. การขับรถลงเขา, ลงเนินสูง และลงสะพานสูง ๆ ความเร็วของรถจะ เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ มากกว่าปกติ อาจเกิดอันตรายได้ง่าย ฉะนั้นการขับรถ ลงจากเขาหรือเนินสูง ๆ หรือลงสะพานสูง ๆ ต้องลดเกียร์มาใช้เกียร์ต่ำ หากเครื่องยนต์ดับ ให้เหยียบเบรกให้รถหยุด และดึงเบรกมือหรือใช้ไม้ รองล้อทั้ง 4 ล้อไว้ เพื่อป้องกันรถไหลลง

9. ห้ามแซง ขณะขับรถขึ้นเขา ขึ้นเนิน หรือสะพานสูง ๆ และขับรถลงเขา หรือลงเนินและสะพานสูง เพราะมองไม่เห็นรถที่สวนมา

10. เมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือรถเสีย ให้นำรถจอดแอบเข้าข้างทาง หรือ เข็นไปจอในที่ที่มีแสงสว่างที่จะให้รถผ่านไปมาเห็นได้ชัดและจะต้องเปิด สัญญาณไฟฉุกเฉิน หรือไฟเหลืองกระพริบเตือนให้รถอื่นเห็น หากไฟ ฉุกเฉินเสีย ให้ใช้ไฟฉาย หรือจุดโคมไฟ หรือถ้าจำเป็นให้ใช้กิ่งไม้ กองไว้ห่างจากด้านหน้าและด้านหลังรถพอ สมควร เพื่อเตือนให้รถที่วิ่ง ผ่านไปมาได้เห็น จะได้ระมัดระวัง (ถ้าเป็นกลางคืนอาจใช้กิ่งไม้ก่อเป็น กองไฟไว้ให้ห่างจากหน้ารถ หลังรถพอ สมควรถ้าจำเป็น แต่ระวัง
เรื่องควันไฟจากการจุดกองไฟด้วย)

11. เมื่อรถเกิดอุบัติเหตุชนกันอยู่กลางถนนไม่สามารถเข็นเข้าข้าทางได้ ผู้ประสบอุบัติเหตุหรือประชาชนที่ อยู่ใกล้เคียงไม่ควรไปมุงดูอยู่บริเวณ ที่เกิดเหตุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลากลางคืนเพราะอาจเกิดอันตรายจาก รถที่วิ่งสวนไปมาได้ง่าย บางครั้งรถอื่นอาจพุ่งเข้าไปใส่ฝูงชนจะทำให้ตาย และบาดเจ็บมากในกรณีที่เกิดเหตุรถขวางอยู่กลางถนนหรือผิวการ จราจร ไม่สามารถ จะเอารถ แอบ เข้าข้างทางได้ ผู้ขับขี่หรือผู้ประสบเหตุ จะต้อง คอยให้สัญญาณเตือนแก่รถที่ผ่านไปมาห่างจากจุดเกิดเหตุพอ สมควร ถ้าเป็นเวลากลางคืนต้องให้สัญญาณไฟ และรีบแจ้งตำรวจ, ตำรวจจราจร หรือตำรวจทางหลวง มาปิดการจราจร หรือคอยให้ สัญญาณจราจร

12. คำแนะนำการขับรถทางไกล ข้อควรปฏิบัติก่อนเดินทาง
12.1 ตรวจสภาพและอุปกรณ์ต่างๆ ของรถให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดี และปลอดภัย
- ตรวจช่วงล่าง, คันส่งคันชักพวงมาลัย,ตรวจนอตล้อทั้ง 4 ล้อ ขันแน่น
- ตรวจยางทั้ง 4 ล้อ และยางอะไหล่ด้วย ยางไม่มีดอก ควรเปลี่ยน วัดลมยางทั้ง 4 ล้อ ให้ได้ขนาดของรถ และน้ำหนักบรรทุก และควรมี ที่วัดลมยางไปด้วยถ้าไม่มีที่วัดลมเมื่อเติมลมแล้วยางแนบสัมผัสกับพื้น ประมาณ 6 นิ้ว
- เตรียมแม่แรงประจำรถ, เหล็กขันแม่แรงและกุญแจขันแม่แรง ตรวจสอบว่าแม่แรงใช้การได้หรือไม่
- ตรวจระบบเบรกว่า ใช้การได้ดีหรือไม่ ผ้าเบรกใกล้จะหมดหรือยัง น้ำมันเบรกมีเพียงพอหรือไม่
- ตรวจเบรกมือใช้การได้ดีหรือไม่
- ตรวจระบบเครื่องยนต์ สตาร์ท ติดเครื่องยนต์เดินเรียบสม่ำเสมอ (ประมาณ 800 - 1,000 รอบ) โดยดูว่าสายพานเครื่องยนต์ชำรุด หรือ หย่อนจนไฟไม่ชาร์จหรือไม่ถ้าเครื่องเดินไม่เรียบอาจต้องเปลี่ยน หัวเทียนและทองขาว ถ้าเครื่องเดินปกติ เมื่อเร่งเครื่องไปจะชาร์จเข้า แบตเตอรี่ ถ้าไฟไม่ชาร์จวิ่งไปเรื่อยๆ ไฟจะหมดหม้อแบตเตอรี่ เครื่องยนต์จะดับหรือสตาร์ทไม่ติดไฟหน้าไม่สว่าง แตรไม่ดัง ไฟชาร์จ ติดหรือไม่ ให้ดูที่หน้าปัดรถจะมีเข็มหรือไฟแดงที่หน้าปัดออก ไฟชาร์จจะแดงขึ้น 
- ตรวจดวงไปหน้าทั้ง 2 ด้วยไฟท้าย,ไฟเบรก,ไฟเลี้ยว,ไฟฉุกเฉินทุกดวง ต้องสว่างเพียงพอ และใช้การได้ดีทุกดวงปรับไฟสูง-ไฟต่ำ ให้ได้ขนาด ตามที่กำหนดไว้ถ้าหลอดขาดหรือฟิวส์ขาดให้เปลี่ยน ถ้าฝนตกขณะ เดินทาง น้ำโคลนกระเด็นเปื้อนดวงโคม ต้องหยุดรถเช็ดให้สะอาด มิฉะนั้น คราบน้ำโคลนจะบังแสงทำให้แสงสว่างไม่เพียงพอ ในกรณีที่รถบรรทุกอื่นยาวพ้นเกินตัวรถ จะต้องใช้ผ้าแดงและ
ดวงไฟสีแดงติดไว้ที่ปลายของส่วนที่ยื่นออกไป ถ้าตัวรถมีความยาวมาก เช่น รถทัวร์, รถเมล์ประจำทาง รถบรรทุกซุง,รถบรรทุกแทรกเตอร์ จะติดโคมไฟสีเหลือง หรือแดงไว้เป็นระยะ ตามความยาวของตัวรถ
ทั้งสองข้าง
- ตรวจระดับน้ำกลั่นในแบตเตอรี่ น้ำกลั่นต้องไม่ต่ำกว่าขีดล่าง และ ไม่สูงกว่าขีดบนของขีดบอกระดับน้ำกลั่นซึ่งติดอยู่กับหม้อแบตเตอรี่ และหม้อแบตเตอรี่ต้องมีสภาพดีเก็บไฟอยู่
- ตรวจน้ำในหม้อน้ำ (รังผึ้ง)ถ้าหม้อน้ำแห้งหรือทางเดินของน้ำหมุนเวียน อุดตันเครื่องยนต์ จะร้อน โดยดูจากหน้าปัดวัดความร้อน อาจทำให้ เสื้อสูบแตกหรือชาร์จละลาย
- ถ้าน้ำหมดระหว่างขับรถไปอุณหภูมิของเครื่องยนต์จะสูงขึ้น การเปิดฝา หม้อน้ำต้องใช้ความระมัดระวังไอน้ำจะดันฝาน้ำ ไอน้ำร้อนจะเข้าตา หรือถูกมือและอย่าเติมน้ำทันที ต้องปล่อยให้เย็นเสียก่อนจึงเติมน้ำ มิฉะนั้นฝาสูบหรือเสื้อสูบจะแตก
- ตรวจน้ำล้างกระจก ท่อฉีดน้ำกระจกต้องไม่อุดตัน ที่ปัดน้ำฝนใช้การได้ดี
- ตรวจน้ำมันเครื่อง และไส้กรองน้ำมันเครื่องจะต้องเปลี่ยนทุก 5,000 -10,000 กม. โดยดูตามสมุดคู่มือประจำรถ
- ตรวจและเติมน้ำมันเกียร์และน้ำมันเฟื่องท้าย ถ้าถนนน้ำท่วม อาจจะเข้าไปผสมกับน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ และน้ำมันเฟืองท้าย ต้องเปลี่ยน
- ตรวจน้ำมันเชื้อเพลิงมีเพียงพอหรือไม่และไส้หม้อกรองน้ำมันเชื้อเพลิง ต้องสะอาด ถ้าสกปรกต้องเปลี่ยน (ปกติจะเปลี่ยนทุก 10,000 - 20,000 กม. โดยดูจากสมุดคู่มือประจำรถ) ถ้าหม้อกรองน้ำมันเชื้อเพลิงหรือ ทางเดินน้ำมันอุดตันเครื่องยนต์จะเดินไม่สะดวกและดับ น้ำมัน เชื้อเพลิงต้องเติมให้ตรงกับชนิดของรถ เช่น น้ำมันเบนซินธรรมดา ,ซุบเปอร์,ดีเซล น้ำมันผสมน้ำมันเชื้อเพลิงต้องสะอาด และไม่มีเศษหรือ ผงน้ำเจือปน ถ้าไม่แน่ใจว่าน้ำมันเชื้อเพลิงสะอาดให้กรองด้วยกรวย ถ้าเป็นเครื่องยนต์ดีเซลควรตรวจดูน้ำมันอาจจะมีน้ำผสมมาในน้ำมัน เชื้อเพลิง ถ้าน้ำเข้าเครื่องยนต์จะดับต้องเสียเวลาถอดหัวฉีดออกไล่น้ำ
- ตรวจระบบแตรใช้การได้ดีหรือไม่
- ตรวจระบบแอร์ ถ้าน้ำยาแอร์ไม่เพียงพอ แอร์จะไม่เย็นโดยดูจากช่องดู น้ำยาแอร์ใกล้ ๆ กับคอมเพรสเซอร์ของแอร์ จะมีฟองอากาศและให้ตรวจ ดูสายพานแอร์ว่าหย่อนหรือชำรุดหรือไม่
- ตรวจเสียงที่ผิดปกติธรรมดาที่เคยมี
- ตรวจการรั่วไหลของน้ำ-น้ำมันเชื้อเพลิง-น้ำมันหล่อลื่นต่าง ๆ
- นำรถไปอัดฉีดจาระบีล้อ เติมน้ำมันเกียร์, น้ำมันเฟืองท้าย

12.2 เตรียมอุปกรณ์และอะไหล่ที่จำเป็นระหว่างเดินทาง
- ฟิวส์ต่าง ๆ ของรถ(รถทุกคันจะมีแผ่นฟิวส์ติดอยู่ใกล้ห้องเครื่องหรือ ตอนหน้าของรถ ให้ศึกษาว่าฟิวส์ของดวงโคม,แตร อยู่ช่องไหน ฟิวส์ขนาดกี่แอมแปร์)
- หลอดไฟหน้า -หลัง
- แกลลอนน้ำมันเครื่อง (ในกรณีที่เครื่องยนต์หลวมและกินน้ำมันเครื่อง)
- แกลลอนน้ำมันเชื้อเพลิง (อะไหล่) พร้อมกรวยกรองน้ำมัน
- ไฟฉาย ควรใช้ไฟฉายที่มีทั้งโคมไฟสีขาวและไฟสีแดง หรือเหลือง ส่องกะพริบในอันเดียวกัน เพื่อใช้เมื่อมีเหตุฉุกเฉิน
- เครื่องดับเพลิงสำหรับรถ
- น้ำยาปะอุดยางพร้อมเติมลมไปได้ด้วย (มีในท้องตลาดเป็นกระป๋อง เท่ายาฉีดยุง สามารถฉีดเข้าไปตรงหัวจุกเติมลม และทำหน้าที่อุดรอยรั่ว และเพิ่มลมได้ในเวลาเดียวกัน
- เชือกไนล่อนขนาดนิ้วก้อยยาวประมาณ 10 เมตรสำหรับลากรถ เมื่อรถเสีย
- ชุดปฐมพยาบาล
- ไม้รองล้อทั้ง 4 ล้อ ถ้าเป็นการบรรทุกของหนัก

12.3 ก่อนขับรถทางไกลผู้ขับขี่ควรพักผ่อนร่างกายให้เพียงพอ

12.4 การขับรถทางไกลในเวลากลางคืนเกินกว่า 150 กม. ขึ้นไป ควรมีผู้ขับขี่อีกคนหนึ่งเพื่อช่วยขับรถในเมื่อคนขับต้องการพักผ่อน ร่างกาย

12.5 พึงงดเว้นการดื่มสุราของมึนเมาทุกชนิด

12.6 ควรศึกษาแผนที่, คู่มือการท่องเที่ยว,ถามผู้รู้หรือเจ้าหน้าที่ผู้ เกี่ยวข้อง เช่น ตำรวจท้องที่, ตำรวจทางหลวง ควรรูจุดตั้ง และ หมายเลขโทรศัพท์ของหน่วยกู้ภัย, ยาม, ตำรวจ, สถานตำรวจภูธร, ปั๊มน้ำมัน, ร้านปะยางตู้โทรศัพท์สาธารณะเพื่อใช้บริการ เมื่อมีเหตุ
ขณะเดินทางควรปฏิบัติดังนี้

(1) อย่าแซงรถในที่คับขัน, บนสะพาน, ทางโค้ง, ทางแยก, ทางร่วม หรือ ณ จุดที่มีเส้นขาวทึบ หรือเหลืองทึบ
(2) อย่าขับรถตามหลังคันอื่นในระยะกระชั้นชิด
(3) อย่าขับรถแข่งกันด้วยความคึกคะนอง
(4) อย่าขับรถเร็วเกินอัตรากำหนด
(5) การใช้สัญญาณก่อนจะหยุดรถ, เลี้ยวรถ, ขอทางแซงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อรถอื่นจะได้ทราบ
(6) รถที่ขับช้าหรือรถที่ใข้ความเร็วต่ำกว่าความเร็วของรถอื่นที่ขับไปใน ทางทิศเดียวกัน ควรขับรถให้ใกล้ของทางเดินรถด้านซ้ายเท่าที่จะทำได้
(7) ทางเดินรถที่มีแบ่งช่องเดินรถไปในทางเดียวกันเกินกว่า 1 ช่อง ให้เดินรถในช่องที่ 1 ชิดขอบทางซ้ายมือ เว้นไว้แต่ว่าจะแซงขึ้นหน้า หรือเลี้ยวขวา รถอื่นเมือแซงพ้นแล้วให้กลับเข้าช่องที่ 1ชิดขอบทาง ซ้ายมือ
(8) ขับรถสวนกันให้ใช้ไฟต่ำ
(9) การขับรถผ่านทางแคบระหว่างภูเขา หรือระหว่างเนินหรือการขับรถ ในทางเดินรถบนภูเขาหรือบนเนิน ควรขับให้ชิดขอบทางด้านซ้าย และเมื่อถึงทางโค้งควรให้เสียงสัญญาณ เพื่อเตือนรถอื่นที่จะสวนทางมา
(10) ในการขับรถบนทางหลวง ท่านต้องสังเกตและปฏิบัติตามป้าย สัญญาณจราจรที่อยู่สองข้างทางและเส้นแบ่งการจราจรบนถนน                                                                  
  

การเดินบนถนน, การข้ามถนน, การขึ้นลงรถประจำทางอย่างปลอดภัย
1. การเดินถนน
(1) ถนนที่มีทางเท้าจัดไว้ ให้เดินบนทางเท้าและอย่าเดินใกล้ทางรถ โดยหันหลังให้รถที่กำลังแล่นมาก่อนที่จะก้าวไปในทางรถต้องมองซ้าย-ขวา ก่อนเสมอ
(2) ถนนที่ไม่มีทางเท้า ให้เดินชิดริมทางขวาของถนน อย่าเดินคู่กัน ให้เดินเรียงเดี่ยวตามกันไป
(3) ถ้าจูงเด็กให้เด็กเดินด้านในและจับมือเด็กไว้ให้มั่น เพื่อป้องกัน เด็กวิ่งออกไปในทางรถ
(4) การเดินถนนในที่มืด ควรสวมเสื้อขาว และถ้าถือไฟฉายส่องติดมือ ไปด้วยก็จะปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
(5) แถวหรือขบวนทหาร ตำรวจ ลูกเสือ หรือนักเรียนที่มีผู้บังคับบัญชา ควบคุมเดินอย่างเป็นระเบียบ จะเดินทางรถยนต์ก็ได้ โดยชิดทางรถ ด้านขวาหรือด้านซ้ายตามความจำเป็น
2. การข้ามถนน
(1) ก่อนข้ามถนนทุกครั้ง ต้องหยุดเดินที่ขอบถนน มองขวาซ้าย แล้วมองขวาให้แน่ใจว่าไม่มีรถกำลังแล่นมา จึงข้ามได้ แล้วให้รีบข้าม ถนนไปเป็นเส้นตรง และให้เดินอย่างรวดเร็ว อย่าวิ่งข้ามถนน
(2) ถ้าบริเวณที่จะข้ามถนนมีช่องข้ามมาทาง (ทางม้าลาย) ต้องข้ามตรง ช่องทางข้ามปลอดภัยที่สุด
(3) อย่าข้ามถนนโดยออกจากที่กำบังตัว เช่น ออกจากซอยรถที่จอดอยู่ หรือท้ายรถประจำทาง เพราะจะเกิดอันตรายขึ้นได้
(4) การข้ามถนนที่รถเดินทางเดียว ต้องหยุดให้แน่ใจเสียก่อนว่ารถ แล่นมาจากไหนและมีความปลอดภัยพอหรือยังจึงข้ามได้ 
(5) ถนนที่มีเกาะกลางถนนต้องข้ามทีละครึ่งถนน โดยข้ามครั้งแรก ไปพักที่เกาะกลางถนนเสียก่อน จึงข้ามในครึ่งหลังต่อไป
(6) ในเวลากลางคืนควรไปหาที่ข้ามที่มีแสงสว่าง
3. ช่องข้ามทางหรือทางม้าลาย
(1) คนเดินเท้าที่กำลังเดินข้ามถนนในทางม้าลายมีสิทธิไปก่อนรถ เพราะตามกฎหมายต้องหยุดให้คนข้ามถนนในทางข้ามทาง แต่จะต้อง ระวังให้โอกาสแก่รถที่ชะลอความเร็วและหยุดไม่ทัน ก่อนที่จะก้าวลงไป ในถนนยิ่งเวลาฝนตกถนนลื่นต้องระวังให้มาก
(2) ถึงแม้ว่าคนขับรถจะหยุดให้ข้าม ต้องข้ามด้วยความระมัดระวัง มองขวา - ซ้าย ตลอดเวลา เพราะอาจมีผู้ขับขี่บ้าบิ่นแซงรถที่หยุดรถ อยู่ขึ้นมาได้ และการข้าถนนต้องรวดเร็ว อย่าเดินลอยชาย
(3) การข้ามถนนในช่องทางข้ามที่บริเวณทางแยก ให้ระวังรถที่จะเลี้ยว เข้ามาหาตัวท่านด้วย
(4) ถ้ามีเกาะกลางถนนทำไว้ที่ทางม้าลาย ให้ข้ามถนนไปทีละครึ่งถนน โดยพักรออยู่บนเกาะ มองขวา-ซ้ายปลอดภัยแล้วจึงข้ามไป ดังนั้น ถ้าท่านกำลังข้ามถนนอยู่ ถ้าเห็นรูปคนสีเขียวกระพริบขึ้นสัญญาณไฟ ก็ให้รีบข้ามถนนให้พ้นไป โดยเร็วข้อสำคัญอย่าเริ่มก้าวข้ามถนน เมื่อ เห็นรูคนสีเขียวกระพริบที่สัญญาณไฟเป็นอันขาด เพราะจะข้ามถนนไป ไม่ตลอด และอาจเกิดอุบัติเหตุได้
4. ทางข้ามที่มีตำรวจจราจรควบคุมอย่าข้ามถนนเมื่อตำรวจกำลังปล่อยรถ เดินอยู่ หรือเมื่อตำรวจให้สัญญาณห้ามคนเดินเท้าอยู่
5. การข้ามถนนบนสะพานลอยถนนในกรุงเทพฯ และในเมืองใหญ่จะทำ สะพานลอยสำหรับให้คนข้ามให้ข้ามถนนโดยใช้สะพานลอยจะปลอดภัย กว่า
6. การขึ้นลงรถประจำทางอย่าขึ้นหรือลงรถประจำทาง จนกว่ารถจะหยุด สนิทที่ป้ายหยุดรถประจำทางเมื่อลงจากรถประจำทาง แล้วจะข้ามถนน ควรรอให้รถออกไปให้พ้นเสียก่อน จะได้มองเห็นรถอื่นๆ ที่แล่นเข้ามา ได้อย่างชัดเจน
       
ความรู้เกี่ยวกับการขับรถ
1. ผู้ขับขี่จะต้องใช้ความระมัดระวังไม่ให้รถชนหรือเฉี่ยวชนคนดินเท้า 
ไม่ว่าจะอยู่ในส่วนใดของทาง และต้องให้สัญญาณเตือนคนเดินเท้า ให้รู้ตัวเมื่อจำเป็น โดยเฉพาะเด็ก คนชราหรือคนพิการที่กำลังใช้ทาง ผู้ขับขี่ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ ในการควบคุมรถของตน
2. ในการขับรถ ต้องขับรถในทางเดินรถด้านซ้าย และต้องไม่ล้ำเส้น กึ่งกลางของทางเดินรถ เว้นแต่กรณีต่อไปนี้ ให้เดินทางขวาหรือล้ำเส้น กึ่งกลางของทางเดินรถได้
(1) ด้านซ้ายของทางเดินรถมีสิ่งกีดขวางหรือถูกปิดกั้นการจราจร
(2) การเดินรถนั้นกำหนดให้เป็นทางเดินรถทางเดียว
(3) ทางเดินรถกว้างไม่ถึง 6 เมตร
3. ในการใช้ทางที่แบ่งช่องเดินรถในทิศทางเดียวกันไว้ตั้งแต่ 2 ช่อง ขึ้นไป หรือที่ได้จัดช่องเดินรถประจำทางไว้ในช่องเดินรถซ้ายสุดผู้ขับขี่ ต้องขับรถในช่องซ้ายสุด หรือใกล้กับช่องเดินรถประจำทางเว้นแต่ ในกรณีดังต่อไปนี้ให้เดินรถทางขวาของทางเดินรถได้
(1) ในช่องเดินรถนั้นมีสิ่งกีดขวางหรือถูกปิดการจราจร
(2) ทางเดินรถนั้นเจ้าพนักงานจราจรกำหนดให้เป็นทางเดินรถ ทางเดียว
(3) จะต้องเข้าช่องทางให้ถูกต้องเมื่อเข้าบริเวณใกล้ทางร่วม ทางแยก
(4) เมื่อจะแซงขึ้นหน้าคันอื่น
4. รถบรรทุก รถบรรทุกคนโดยสาร รถจักรยานยนต์ รถที่มีความเร็วข้า หรือรถที่ใช้ความเร็วต่ำกว่าความเร็วของรถคันอื่นที่ขับไปในทาง เดียวกันผู้ขับขี่ต้องขับรถให้ใกล้ช่องทางเดินรถด้านซ้ายเท่าที่ทำได้ ถ้าทางรถนั้นได้แบ่งช่องเดินรถในทางเดียวกันไว้ตั้งแต่ 2 ช่องขึ้นไป หรือได้จัดช่องเดินรถประจำทางด้านซ้ายไว้ ต้องขับรถในช่องเดินรถ ด้านซ้ายสุด หรือใกล้กับช่องทางเดินรถประจำทาง
5. ผู้ขับขี่ซึ่งจะเลี้ยวรถ ให้รถคันอื่นผ่านหรือแซงขึ้นหน้าไปก่อน 
เปลี่ยนช่องเดินรถ และลดความเร็ว จอดรถหรือหยุดรถต้องใช้สัญญาณ มือ และ/ หรือสัญญาณไฟ เป็นระยะทางไม่น้อยกว่า 30 เมตร ก่อนถึง ทางเลี้ยว
6. เมื่อขับรถสวนกัน ให้ขับรถชิดด้านซ้ายของทางเดินรถ โดยให้ถือ เส้นกึ่งกลางของทางรถเป็นหลัก หรือเส้นแนวที่แบ่งเป็นช่องเดินรถ เป็นหลัก
7. ในทางเดินรถที่แคบ เมื่อขับรถสวนกันผู้ขับขี่แต่ละฝ่ายต้องลดความ เร็วของรถเพื่อให้รถสวนกันได้โดยปลอดภัย
8. ในทางเดินรถที่แคบ ซึ่งไม่อาจขับสวนกันได้โดยปลอดภัย เมื่อขับรถ สวนกัน ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถคันที่ใหญ่กว่า ต้องหยุดรถให้ชิดของทางเดินรถ ด้านซ้าย ให้ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถคันที่เล็กกว่าผ่านไปก่อน
9. ในทางเดินรถที่มีสิ่งกีดขวาง ผู้ขับขี่ต้องลดความเร็วหรือหยุดรถ เพื่อ ให้รถที่สวนมาผ่านไปได้ก่อน
10. ผู้ขับขี่ต้องขับรถให้ห่างจากรถคันหน้าพอสมควร ในระยะที่หยุดรถ ได้โดยปลอดภัยในเมื่อจำเป็นต้องหยุดรถ
11. ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถขึ้นสะพาน หรือทางลาดชัน ต้องใช้ความระมัดระวัง ไม่ให้รถถอยหลังไปโดนรถคันอื่น
12. ทางเดินรถใดที่มีเครื่องหมายจราจรแบ่งทางเดินรถออกเป็นสองทาง สำหรับรถเดินได้ทางหนึ่ง ล่องทางหนึ่ง โดยมีช่องว่างคั่นกลาง หรือ ทำเครื่องหมายจราจรกีดกั้น แสดงว่าทางเดินรถนั้นมีการแบ่งออก เป็นสองทางดังกล่าวให้ผู้ขับขี่รถชิดซ้ายของทางเดินรถ
13. ห้ามมิให้ขับขี่รถยนต์ในกรณีดังต่อไปนี้
(1) ในขณะหย่อนความสามารถในอันที่จะเกิดอันตรายขึ้นได้
(2) ขณะเมาสุราหรือเมาอย่างอื่น, หรือเสพยาบ้า
(3) ในลักษณะกีดขวางการจราจร
(4) โดยประมาทหรือน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือ ทรัพย์สิน
(5) ในลักษณะผิดปกติวิสัยของการขับรถตามธรรมดา หรือไม่อาจแล เห็นทางด้านหน้าหรือด้านหลังด้านในด้านหนึ่งหรือ ทั้งสองด้านซึ่งไม่พอ แก่ความปลอดภัย
(6) คร่อมหรือทับเส้นแนวแบ่งช่องทางเดินรถ เว้นแต่เมื่อเปลี่ยน
ช่องทางเดินรถ เลี้ยวรถ หรือกลับรถ
(7) บนทางเดินเท้าโดยไม่มีเหตุอันสมควร เว้นแต่รถลากเข็นสำหรับ ทารก คนป่วย หรือคนพิการ
(8) โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย หรือความเดือดร้อนของผู้อื่น
14. ขณะขับรถต้องนำใบอนุญาตขับขี่ติดตัวไปด้วย และใบอนุญาตนั้น จะต้องถูกต้องตามชนิดและประเภทของรถ พร้อมนำภาพถ่ายสำเนา คู่มือจดทะเบียนรถติดตัวไปด้วย อย่าเก็บภาพถ่ายสำเนาคู่มือจดทะเบียน
ไว้ในลิ้นชักรถ เพราะภาพถ่ายสำเนาคู่มือทะเบียนรถนั้น เจ้าของหรือ ผู้ขับ จะไว้ใช้แสดงต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อป้องกันการโจรกรรมรถ หากเป็นคนร้ายขโมยรถไป ก็ไม่สามารถแสดงภาพถ่ายสำเนาคู่มือ จดทะเบียนได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะยึดรถไว้เพื่อให้เจ้าของจำหลักฐาน มาขอรับรถ
15. ผู้ขับขี่ต้องมีความรู้เกี่ยวกับความหมายเครื่องหมายสัญญาณ การจราจรต่าง ๆ และแผ่นป้ายเครื่องหมายจราจรที่ติดตั้งตามถนน สายต่าง ๆ และให้ปฏิบัติตามด้วย
 
     การออกรถ,การเลี้ยวรถ และการกลับรถ
1. การขับรถออกจากที่จอดรถ
(1) ผู้ขับขี่ต้องให้สัญญาณด้วยมือและแขน หรือไปกระพริบทางขวา
(2) มองดูกระจกหลัง เมื่อเห็นว่าปลอดภัยและไม่เป็นการกีดขวางการ จราจร ของรถอื่น จึงเลื่อนออกจากที่จอดรถ
2. การเลี้ยวซ้าย
(1) ในกรณีที่ไม่ได้แบ่งช่องเดินรถไว้ ให้ผู้ขับขี่รถชิดทางเดินรถด้าน ซ้าย
(2) ในกรณีที่มีการแบ่งช่องเดินรถไว้ และมีเครื่องหมายการจราจร และให้เลี้ยวซ้ายได้ให้ผู้ขับขี่รถในช่องทางเดินรถสำหรับรถที่จะเลี้ยว ซ้าย ทั้งนี้ก่อนถึงทางเลี้ยวไม่น้อยกว่า 30 เมตร
(3) ในกรณีที่ช่องเดินรถประจำทางอยู่ทางเดินรถด้านซ้ายสุด ให้ผู้ขับขี่ รถชิดช่องเดินรถประจำทางก่อนถึงทางเลี้ยวไม่น้อยกว่า 30 เมตร และจะเลี้ยวรถผ่านไปในช่องเดินรถประจำทางได้ เฉพาะบริเวณ
ที่มีเครื่องหมายจราจร ให้เลี้ยวรถผ่านได้เท่านั้น
3. การเลี้ยวขวา
(1) สำหรับทางเดินรถที่ไม่ได้แบ่งช่องเดินให้ผู้ขับรถชิดทางด้านขวา แนวกึ่งกลาง ของทางเดินรถก่อนถึงทางเลี้ยวไม่น้อยกว่า 30 เมตร
(2) สำหรับทางเดินรถที่แบ่งช่องเดินรถที่แบ่งช่องเดินรถในทิศทาง เดียวกันไว้ ตั้งแต่สองช่องขึ้นไป ให้ผู้ขับขี่รถชิดทางขวาสุดทางเดินรถ หรือในช่องที่มีเครื่องหมายจราจรแสดงให้เลี้ยวขวาได้ ทั้งนี้ก่อนถึงทาง เลี้ยวไม่น้อยกว่า 30 เมตร
(3) ในกรณีที่มีช่องทางเดินรถประจำทางอยู่ทางเดินรถด้านขวาสุด ให้ผู้ขับขี่รถชิดช่องเดินรถประจำทางก่อนถึงทางเลี้ยวไม่น้อย กว่า 30 เมตร และจะเลี้ยวรถผ่านเข้าไปในช่องเดินรถประจำทางได้เฉพาะ ในบริเวณ ทีมีเครื่องหมายจราจรให้เลี้ยวรถผ่านได้เท่านั้น
(4) สำหรับทางเดินรถที่มีเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่แสดง สัญญาณจราจรด้วยมือและแขน ให้ผู้ขับขี่เลี้ยวขวาผ่านไปได้โดย ไม่ต้องอ้อมเจ้าพนักงานจราจร หรือเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่
(5) ขับรถจะเข้าทางแยกและต้องการที่จะเลี้ยวขวาก่อนอื่นต้องดูกระจก มองหลัง เพื่อดูทิศทางและการกระทำของรถที่จะแล่นตามหลัง เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้วให้สัญญาณเลี้ยวขวาขับรถเข้าทางกลางด้านซ้าย ของกึ่งกลางทางด้านซ้ายของกึ่งกลางทางแยก หรือตามเส้นจราจร ที่ทำไว้ทางแยก ระวังให้มีทางรถที่ผ่านด้านซ้ายด้วย เมื่อหยุดรถ อยู่จนกระทั่งรถที่สวนในทางตรงว่าแล้วจึงเลี้ยวขวาไปได้อย่าเลี้ยวขวา ติดมุม โดยไม่เข้าอยู่กลางทางแยก
* ข้อควรจำ : ดูกระจกมองหลัง-ให้สัญญาณ-หยุดรถ-มีช่องว่างจึงเลี้ยว ไปได้
(6) การเลี้ยวขวาในทางแยกที่มีเกาะแบ่งทางรถขึ้นลงต้องเลี้ยวขวา ไปหยุดรอที่หัวเกาะแบ่งทาง แล้วรอจนกระทั่งในเกาะนั้นว่าง จึงเลี้ยว ตัดออกไปได้
4. ถ้าจะเลี้ยวอ้อมวงเวียนหรือเกาะที่สร้างไว้ ให้ผู้ขับขี่รถอ้อมไปทาง ซ้ายของวงเวียนเกาะนั้นในกรณีนี้ผู้ขับขี่ต้องใช้ความระวัง และต้อง หยุดให้ทางแก่ผู้ที่กำลังข้ามทางรถหรือขับรถ กำลังผ่านทางร่วม 
ทางแยกจากด้านอื่นก่อน เว้นแต่ในกรณีที่มีรถเลี้ยวซ้ายและเลี้ยวขวา พร้อมกัน ให้รถเลี้ยวซ้ายให้ทางแก่รถเลี้ยวขวาก่อน
5. ในทางเดินรถที่สวนกันได้ ห้ามมิให้ผู้ขับกลับรถในเมื่อมีรถอื่นสวน หรือตามมาในระยะไม่น้อยกว่า 50 เมตร
6. ถ้าหากการกลับรถในทางเดินรถที่สวนกันได้ จะเป็นการกีดขวาง การจราจร ห้ามมิให้ผู้ขับขี่กลับรถในทางเดินรถนั้น
7. ห้ามมิให้ผู้ขับขี่
(1) เลี้ยวรถหรือกลับรถในทางเดินรถที่มีเครื่องหมายห้ามเลี้ยวรถ, ห้ามเลี้ยวซ้ายหรือห้ามกลับรถ
(2) กลับรถที่เขตปลอดภัย, ที่คับขัน, บนสะพาน, เลี้ยวในระยะ 100 เมตร จากทางราบของเชิงสะพาน
(3) กลับรถที่ทางร่วมทางแยก เว้นแต่จะมีเครื่องหมายการจราจร ให้กลับรถในบริเวณดังกล่าวได้                                             
                                              

การหยุดรถ และจอดรถ
การจอดรถที่ผิดกฎหมาย
1. การหยุดรถหรือจอดรถในทางเดินรถ ผู้ขับขี่ต้องให้สัญญาณไฟ หรือ ด้วยมือและแขนก่อนที่จะหยุดหรือจอดรถในระยะไม่น้อยกว่า 30 เมตร และจะหยุดรถหรือจอดรถได้เมื่อผู้ขับขี่เห็นว่าปลอดภัย และไม่เป็น การ กีดขวางการจราจร
2. ผู้ขับขี่ต้องจอดรถทางด้านซ้ายของทางเดินรถ และจอดรถให้ชิดด้าน ซ้ายของรถขนานชิดของทาง หรือไหล่ทางในระยะห่างไม่เกิน 25 ซม. หรือจอดรถตามทิศทางหรือด้านหนึ่งด้านใดของทางเดินรถที่เจ้าพนักงาน จราจรกำหนดไว้
3. แต่ในกรณีที่มีช่องทางเดินรถประจำทางอยู่ทางด้านซ้ายสุดของทางเดิน รถ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่จอดรถในลักษณะดังกล่าวในเวลาที่กำหนด ให้ใช้ช่อง ทางเดินรถประจำทางนั้น
4. ห้ามมิให้ผู้ขับขี่หยุดรถ
(1) ในช่องเดินรถ เว้นแต่หยุดชิดขอบทางด้านซ้ายของทางเดินรถ ใน กรณีที่ไม่มีช่องเดินรถ ประจำทาง
(2) บนทางเท้า
(3) บนสะพานหรือในอุโมงค์
(4) ในทางร่วมทางแยก
5. ในกรณีที่เครื่องยนต์หรืออุปกรณ์ของรถขัดข้อง จนต้องจอดรถใน ทางเดินรถ ผู้ขับขี่ต้องนำรถให้พ้นทางเดิน รถโดยเร็วที่สุด ในกรณีตาม วรรคหนึ่ง ถ้าจำเป็นต้องขอดรถอยู่ในทางเดินรถผู้ขับขี่ต้องจอดรถ ในลักษณะ ที่ไม่กีดขวาง การจราจร และต้องแสดงเครื่องหมาย หรือ สัญญาณตามลักษณะและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎ กระทรวง
6. ห้ามมิให้ผู้ขับขี่จอดรถ
(1) บนทางเท้า
(2) บนสะพานหรือในอุโมงค์
(3) ในทางร่วมทางแยกหรือในระยะสิบเมตรจากทางร่วมทางแยก
(4) ในทางข้ามหรือในระยะสามเมตรจากทางข้าม
(5) ในเขตที่มีเครื่องหมายจราจรห้ามจอดรถ
(6) ในระยะสามเมตรจากท่อน้ำดับเพลิง
(7) ในระยะสิบเมตรจากที่ตั้งสัญญาณจราจร
(8) ในระยะสิบห้าเมตรจากทางรถไฟผ่าน
(9) ซ้อนกันกับรถอื่นที่จอดอยู่ก่อนแล้ว
(10) ตรงปากทางเข้าออกอาคารหรือทางเดินรถ หรือระยะห้าเมตรจาก ปากทางเดินรถ
(11) ระหว่างเขตปลอดภัยกับขอบทาง หรือในระยะสิบเมตรนับจาก ปลายสุดทางเขตปลอดภัยทั้งสอง ข้าง
(12) ในที่คับขัน
(13) ในระยะสิบห้าเมตรก่อนถึงเครื่องหมายหยุดรถประจำทาง และเลย เครื่องหมายไปอีกสามเมตร
(14) ในระยะสามเมตรจากตู้ไปรษณีย์
(15) ในลักษณะกีดขวางการจราจร
7. การจอดรถในทางเดินรถที่ผู้ขับขี่ไม่อาจควบคุมรถได้ ผู้ขับขี่ต้องหยุด ดับเครื่องยนต์และห้ามล้อรถไว้
8. การจอดรถในทางเดินรถที่เป็นทางลาดหรือชัน ผู้ขับขี่ต้องหันล้อหน้า รถเข้าขอบทาง
9. เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ มีอำนาจสั่งให้ผู้ขับขี่ เคลื่อนย้ายรถที่หยุดหรือที่จอดอยู่อันเป็นการฝ่าฝืนบทแห่ง พระราชบัญญัตินี้ ให้พ้นจากการกีดขวางการจราจรได้
10. ในกรณีที่ผู้ขับขี่ไม่อยู่ หรืออยู่แต่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่ง ได้สั่ง ตามวรรคหนึ่ง ให้เจ้าพนักงานจราจร หรือพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเคลื่อนย้ายรถนั้นได้
11. การหยุดรถหรือการจอดรถในทางเดินรถนอกเขตเทศบาล ผู้ขับขี่ ต้องหยุดรถหรือจอดรถ ณ ที่ซึ่งผู้ขับขี่รถอื่นจะเห็นได้ในระยะไม่น้อย กว่าหนึ่งร้อยห้าสิบเมตร
12. ในเวลาที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอ ที่ผู้ขับขี่จะมองเห็นรถที่จอดในทาง เดินรถได้โดยชัดแจ้งในระยะ ไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบเมตร ผู้ขับขี่ ซึ่งจอดรถในทางเดินรถหรือไหล่ทางต้องเปิดไฟหรือใช้ แสงสว่างตาม ประเภท ลักษณะ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
13. ในทางเดินรถตอนใดที่มีทางรถไฟ ถ้าปรากฏว่า
(1) มีเครื่องหมายหรือสัญญาณระวังรถไฟแสดงว่ารถไฟกำลังผ่าน
(2) มีสิ่งปิดกั้นหรือเจ้าหน้าที่ให้สัญญาณ แสดงว่ารถไฟกำลังจะผ่าน
(3) มีเสียงสัญญาณของรถไฟ หรือรถไฟกำลังแล่นผ่านเข้ามาใกล้ อาจเกิดอันตรายในเมื่อจะขับรถผ่านไป ผู้ขับขี่ต้องลดความเร็วของรถ และหยุดรถให้ห่างจากทางรถไฟไม่น้อยกว่า 5 เมตร เมื่อรถไฟผ่าน ไปแล้ว และมีเครื่องหมายหรือสัญญาณให้รถผ่านด้วย ผู้ขับขี่จึงจะขับรถ ผ่านไปได้
14. ในทางเดินรถตอนใดที่มีรถไฟผ่าน ไม่ว่าจะมีเครื่องระวังรถไฟ หรือไม่ ถ้าทางรถไฟนั้นมีสัญญาณระหว่างรถไฟหรือสิ่งปิดกั้น ผู้ขับขี่ ต้องลดความเร็วของรถหยุดห่างจากทางรถไฟในระยะไม่น้อยกว่า 5 เมตร เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้วจึงขับรถผ่านไปได้
15. ในขณะที่ผู้ขับขี่รถโรงเรียนหยุดรถในทางเดินรถเพื่อรับส่งนักเรียน ขึ้นหรือลง ให้ผู้ขับขี่รถอื่นตามมาในทิศทางเดียวกันหรือสวนกันกับ รถโรงเรียน ใช้ความระมัดระวังและลดความเร็วของรถ เมื่อเห็นว่า ปลอดภัย จึงให้ขับรถผ่านไปได้
   
การขับขี่รถจักรยานยนต์สองล้ออย่างปลอดภัย 
1. ทางใดที่ได้จัดทำไว้สำหรับจักรยาน ผู้ขับขี่รถจักรยานต้องขับใน ทางนั้น
2. รถจักรยานที่ใช้ในทางเดินรถ ไหล่ทางหรือทางที่จัดไว้สำหรับ รถจักรยานผู้ขับขี่รถจักรยานต้องจัดให้มี
(1) กระดิ่งที่ให้เสียงสัญญาณได้ยินในระยะไม่น้อยกว่า 30 เมตร
(2) เครื่องห้ามล้อที่ใช้การได้ดีสามารถทำให้รถจักรยานหยุดได้ทันที
(3) โคมไฟติดหน้ารถจักรยานแสงขาว ไม่น้อยกว่าหนึ่งดวงที่ให้ แสงสว่างตรงไปข้างหลัง หรือติดวัตถุสะท้อนแสงสีแดงแทนซึ่งเมื่อถูก แสงไฟส่องให้มีแสงสะท้อน
3. ในเวลาต้องเปิดไฟ ผู้ขับขี่รถจักรยานอยู่ในทางเดินรถไหล่ทาง หรือทางที่จัดไว้สำหรับจักรยาน ต้องจุดโคมไฟสีขาวหน้ารถ เพื่อให้ ผู้ขับขี่หรือคนเดินเท้าซึ่งขับขี่รถหรือเดินสวนมาสามารถมอง เห็นรถ
4. ผู้ขับขี่รถจักรยานต้องขับให้ชิดขอบด้านซ้ายของทางเดินรถ ไหล่ทางหรือทางที่จัดทำไว้สำหรับรถจักรยานให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ในกรณีที่มีช่องเดินรถประจำทางด้านซ้ายสุดของทางเดินรถ ต้อง ขับขี่รถจักรยานให้ชิดช่องเดินรถประจำทางนั้น
5. ในทางเดินรถไหล่ทางหรือทางที่จัดทำไว้สำหรับรถจักรยาน ห้ามมิให้ ผู้ขับขี่รถจักรยาน
(1) ขับโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว อันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือ ทรัพย์สิน
(2) ขับโดยไม่จับคันบังคับรถ
(3) ขับขนานกันเกินสองคัน เว้นแต่ขับในทางที่จัดไว้สำหรับรถจักรยาน
(4) ขับโดยนั่งบนที่อื่นอันมิใช่อานที่จัดไว้เป็นที่นั่งปกติ 
(5) ขับโดยบรรทุกบุคคลอื่น เว้นแต่รถจักรยานสามล้อบรรทุกคน ทั้งนี้ ตามเงื่อนไขที่เจ้าพนักงานจราจรกำหนด
(6) บรรทุกหรือสิ่งของหีบห่อหรือของใด ๆ ในลักษณะที่เป็นการกีดขวาง การจับคันบังคับรถ อันอาจจะเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือ ทรัพย์สิน
view